“ทรงให้” การพัฒนาอย่างยั่งยืน พลิกชีวิต สร้างสุข อย่างยั่งยืน

“ทรงให้” การพัฒนาอย่างยั่งยืน พลิกชีวิต สร้างสุข อย่างยั่งยืน

“...ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว...”...

“ทรงให้” การพัฒนาอย่างยั่งยืน พลิกชีวิต สร้างสุข อย่างยั่งยืน

“…ทุกวันนี้ประเทศไทยยังมีทรัพยากรพร้อมมูล ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ซึ่งเราสามารถนำมาใช้เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพอันถาวรของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทใช้ให้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หากแต่ระมัดระวังใช้ด้วยความประหยัดรอบคอบ ประกอบด้วยความคิดพิจารณาตามหลักวิชา เหตุผล และความถูกต้องเหมาะสม โดยมุ่งถึงประโยชน์แท้จริงที่จะเกิดแก่ประเทศชาติ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันยืนยาว…”

พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม
ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2529

          แนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนา ทรงเน้นการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเริ่มต้นจากพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ก่อน แล้วค่อยๆ สร้างเสริมให้ก้าวหน้ามั่นคงขึ้นเป็นลำดับ สำหรับเป็นรากฐานที่จะรองรับความเจริญก้าวหน้าและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอันเป็นผลจากการพัฒนา เพื่อที่ประชาชนจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริจึงมิใช่การมุ่งพัฒนาให้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยการทุ่มเทกำลังทรัพย์ กำลังคน ตลอดจนอุปกรณ์เทคโนโลยี เพราะนั่นอาจทำให้รากฐานไม่มั่นคงพอ และทำให้การลงทุนลงแรงไปมากมายประสบความล้มเหลวอย่างน่าเสียดาย หากแต่เป็นการพัฒนาด้วยการสร้างเสริมรากฐานให้มั่นคงแข็งแรงเสียก่อน จึงดำเนินการพัฒนาในขั้นตอนต่อๆ ไป
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี 2489 ทรงพระชนมายุเพียง 18 พรรษา ในเวลานั้น สภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศยังคงบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนเดือดร้อน ฐานะยากจน ชีวิตความเป็นอยู่เต็มไปด้วยปัญหา ดังนั้น เมื่อเสด็จฯ กลับจากการไปศึกษาที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2493 จึงได้พระราชทานพระราชดำริในการช่วยเหลือพสกนิกรให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งแนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศอาจจำแนกได้ดังนี้

          พระราชดำริระยะแรก : การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (พ.ศ. 2489 – 2495)
          เมื่อแรกเริ่มทรงงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทรงเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรประสบอยู่ โดยเฉพาะการพระราชทานความช่วยเหลือด้านการแพทย์ สาธารณสุข และการสังคมสงเคราะห์ เพราะทรงเห็นว่าการพัฒนาสุขภาพพลานามัยของประชาชนให้พ้นจากความเจ็บป่วย ย่อมนำไปสู่การพัฒนาในทุกๆ ด้าน ในระยะแรกนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสอยู่เสมอว่า จะต้องให้ประชาชนมีสุขภาพอนามัยดี จึงทรงช่วยรักษาพยาบาลอุปการะผู้เจ็บป่วย นอกจากนั้น ทรงเห็นความสำคัญว่า ต้องช่วยให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษา มีความรู้อย่างน้อยให้อ่านออกเขียนได้ สามารถอ่านเอกสารของทางราชการ และเพื่อให้รับความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ อันเป็นการสร้างรากฐานให้แข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสู่การพัฒนาขั้นต่อไปนั่นเอง

          พระราชดำริระยะที่สอง : พัฒนาประเทศให้พออยู่พอกิน (พ.ศ. 2496 – 2520)
          ตั้งแต่ปี 2495 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะรับทราบถึงปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทรงพบว่า ปัญหาที่ราษฎรประสบอยู่ตลอดมา คือ ความยากจน การเป็นหนี้สินที่เกิดจากกู้ยืมมาทำไร่ ทำนา แต่ต้องประสบความขาดทุน เพราะสภาพดินฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดอุทกภัยน้ำท่วมไร่นา พืชผลเสียหาย ผลผลิตขายไม่ได้ และยังถูกกดราคาจากตลาดและพ่อค้าคนกลาง นับเป็นวงจรแห่งความทุกข์ยากที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถาร และทรงซักถามเรื่องราวต่างๆ กับราษฎร และเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทรงรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทรงรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อเป็นแนวทางที่จะพระราชทานความช่วยเหลือ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข อันเป็นที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั่นเอง
          โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในการพัฒนาชนบทโครงการแรก ก็คือ การสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล อำเภอหัวหิน ในปี 2495 จากนั้นในปี 2496 จึงพระราชทานพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน เพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง จึงนับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการชลประทานแห่งแรก ขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็ยังคงมีปัญหาความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจไม่ดี ราษฎรยังยากจนอยู่ ดังนั้น แนวพระราชดำริในการพัฒนาประเทศ เป็นลักษณะภาพรวมของประเทศก่อน แล้วทรงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละด้านอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ทรงช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในชนบทห่างไกลและทุรกันดาร โดยการเข้าไปช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จำเป็นเบื้องต้น เช่น แหล่งน้ำ ถนน ที่ดินทำกิน
          พระราชดำริในระยะนี้ จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะโครงการพัฒนาด้านต่างๆ เพื่อให้ราษฎรสามารถพึ่งตนเองได้เป็นสำคัญ ซึ่งโครงการพัฒนาในระยะนี้ มีชื่อที่เรียกแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานพัฒนา คือ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการหลวง โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ และโครงการส่วนพระองค์ เริ่มโดยการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อความมั่นคง โดยเฉพาะบริเวณชายแดนของประเทศที่มีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ราษฎรลดการอพยพโยกย้าย มีหลักแหล่งที่อยู่อาศัยที่มั่นคง สามารถประกอบอาชีพ ลืมตาอ้าปากได้ ทรงเน้นการพัฒนาการเกษตรด้านต่างๆ เช่น ดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เป็นต้น ทรงเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมโดยพื้นฐาน กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าจะต้องพัฒนาด้านการเกษตรให้มีความมั่นคงเข้มแข็งก่อน จากนั้นเป็นเรื่องของการคมนาคม เพื่อให้ราษฎรเดินทางสะดวกและปลอดภัยขึ้น รวมทั้งการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างสัมพันธ์และเชื่อมโยงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น ที่ส่งผลให้ประเทศชาติมีความเจริญมั่นคงทางเศรษฐกิจ
          ในระยะนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวพระราชดำริเรื่อง “พออยู่พอกิน” ซึ่งปรากฏในพระราชดำริที่พระราชทานในปี 2517 ด้วยทรงเห็นว่า แนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอ สมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และนี่อาจเป็นการจุดประกายให้เกิดแนวพระราชดำริที่ถูกนำไปขยายความอย่างกว้างขวางที่สุดในยุคต่อมา นั่นคือเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง

          พระราชดำริระยะที่สาม : เศรษฐกิจพอเพียง (พ.ศ. 2521 – ปัจจุบัน)
          บ่อยครั้งที่ยุทธศาสตร์การพัฒนากลายเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งในหลายด้าน ในขณะที่นโยบายการพัฒนาของรัฐ มีแนวโน้มตามกระแสโลกและระบบการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ซึ่งอาจตามมาด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ สาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย แต่ในเวลาเดียวกัน การพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วก็ทำให้เกิดผลลบตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ความเหลื่อมล้ำของสังคมเมืองกับชนบท วิถีชีวิตที่เคยเรียบง่ายเปลี่ยนแปลงไป และที่สำคัญคือหลายคนเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตนั้นยังไม่พอ
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเตือนสติให้ทุกคนตระหนักอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้วว่า การพัฒนาตามแนวทางสายกลางอย่างมีความสมดุลและพัฒนาอย่างมีขั้นตอน มีความพอดี พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันยามวิกฤต โดยผสมผสานความรู้ด้านต่างๆ รวมทั้งการมีสติ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเพียรไม่ย่อท้อต่อปัญหาและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาประเทศไทย สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ เพราะมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวไปตามเวลา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้
          แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงจึงสามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคมเช่น ผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรม ไม่ควรขยายการลงทุนเพิ่ม หรือเพิ่มการผลิตที่เกินตัว และนำไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น หรือภายนอกมากเกินไป จนขาดความสมดุลในระยะยาว แต่ควรดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง อย่างเป็นขั้นตอน มีการกระจายความเสี่ยงและสร้างเครือข่ายธุรกิจ เพื่อร่วมมือกันในกิจกรรมต่าง ๆ
          ความพอเพียงตามแนวพระราชดำริ จึงประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญคือ ความพอประมาณ หรือ ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคอยู่ในระดับพอประมาณ อีกทั้งยังต้องพิจารณาถึงความมีเหตุผล ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว อันหมายรวมถึงการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
          ขณะเดียวกัน การดำเนินกิจการต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องมีความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน จึงกล่าวได้ว่าการนำปรัชญาของเศรษฐกิจเพียงพอมาปฏิบัติ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อม ความรู้ และเทคโนโลยี เป็นแนวทางในการพัฒนาให้สามารถพึ่งตนเอง โดยอาศัยความพอประมาณและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียร ความอดทน สติปัญญา การช่วยเหลือเกื้อกูล และความสามัคคี
          การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่นอุตสาหะที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความสุข อยู่ดีกินดี ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทรงศึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ต่อเนื่องมาถึงการพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมาย เพื่อพัฒนาประชาชนและประเทศให้ก้าวหน้าหรือเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยทรงยึดหลักในการดำเนินโครงการว่า ต้องเป็นการพัฒนาที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งประโยชน์ให้เกิดแก่ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ นั่นจึงเป็น “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยแท้